การตลาดยุค PDPA เมื่อแบรนด์อยากรู้ใจลูกค้า แต่ต้องเคารพความเป็นส่วนตัว
Student blog — 26/01/2026
งานวิจัยของ McKinsey ระบุว่า องค์กรที่ทำ personalization ได้ดีสามารถเพิ่มรายได้ได้ 5–15% และเพิ่ม ROI ได้มากกว่าแบรนด์ที่ไม่ใช้ข้อมูลบุคคลในการปรับแต่งประสบการณ์อย่างมีนัยสำคัญ แต่ในทางกลับกัน งานศึกษาด้านผลกระทบของ GDPR ในยุโรป ( GDPR หรือ General Data Protection Regulation คือ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป หรือ EU ที่มีผลบังคับใช้กับทุกองค์กรที่ประมวลผลข้อมูลของพลเมือง EU ไม่ว่าจะตั้งอยู่ที่ใดก็ตาม โดยกำหนดหลักการที่เข้มงวดในการรวบรวม, จัดเก็บ, ใช้ และปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล ให้โปร่งใส เป็นธรรม และต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล พร้อมมอบสิทธิในการควบคุมข้อมูลของตนเอง และมีบทลงโทษรุนแรงหากไม่ปฏิบัติตาม ) ผลการศึกษาพบว่า เว็บไซต์จำนวนมากสูญเสีย data signals และตัวชี้วัดการใช้งาน ลดความแม่นยำของโฆษณาออนไลน์ลงอย่างชัดเจน ผู้บริโภคจึงเริ่มกังวลเรื่อง “ใครถือข้อมูล”, “ข้อมูลถูกใช้ทำอะไร” และ “เทคโนโลยีติดตามพฤติกรรมทำงานอย่างไร”
สิ่งที่ทำให้นักสื่อสารการตลาด และ นักการตลาดยุคใหม่ต้องเผชิญ ได้แก่
- ข้อมูล third-party หายไปเรื่อย ๆ — Cookie กำลังจะหาย ลิมิตของการติดตามเพิ่มสูง
- แพลตฟอร์มเข้มงวดมากขึ้น — Apple/Meta/Google มีนโยบายความเป็นส่วนตัวเพิ่มขึ้น
- ลูกค้าไม่ได้จะให้ข้อมูลฟรี ๆ อีกต่อไป — ต้องการ “คุณค่าแลกเปลี่ยน” ที่ชัดเจน
- เพิ่ม conversion rate อย่างมีนัยสำคัญ
- ลดการพึ่งพา third-party data
- สร้างความเชื่อมั่นระยะยาว เพราะลูกค้ารู้ว่าข้อมูลถูกใช้เพื่อให้บริการดีขึ้น ไม่ได้ถูกขายหรือแชร์กับบุคคลที่สาม
- ใช้ first-party data + zero-party data เป็นฐานหลัก
- สร้างหน้า “จัดการสิทธิ์ความเป็นส่วนตัว” ให้ผู้ใช้งานควบคุมข้อมูลตนเอง
- ออกแบบประสบการณ์ value exchange เช่น ส่วนลด, คอนเทนต์เฉพาะบุคคล, การวิเคราะห์ผิว ฯลฯ
- ใช้เทคนิค privacy-preserving analytics เช่น consent-based segmentation, cohort modeling
เขียนโดย: ผศ.ดร.นฤมล สิงหประเสริฐ
- McKinsey — The value of getting personalization right—or wrong is multiplying (McKinsey insights). (McKinsey & Company)
- Research on GDPR impacts / studies about GDPR and online behavior (arXiv / ResearchGate papers on GDPR effects). (ResearchGate)