แบรนด์จะจัดการวิกฤต Deepfake และ Fakenews อย่างไร กลยุทธ์การสื่อสารเมื่อเกิดภาวะวิกฤตในยุคที่ AI บิดเบือนความจริง
Student blog — 14/12/2025
แบรนด์จะจัดการวิกฤต Deepfake และ Fake News อย่างไร?: กลยุทธ์การสื่อสารเมื่อเกิดภาวะวิกฤตในยุคที่ AI บิดเบือนความจริง
คำถามแรกที่ต้องตอบแบบจริงจัง: ถ้าพรุ่งนี้มีคลิป Deepfake ของ CEO คุณถูกปล่อยออกมา แบรนด์ของคุณจะใช้เวลากี่นาทีในการ “กู้ความจริง” กลับมา?
ยุคนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของข่าวปลอม (Fake News) ธรรมดาอีกต่อไป แต่มันคือการถูกโจมตีด้วย AI Deepfake —
ผลผลิตจาก Generative AI ที่ใช้สร้างสื่อ (ภาพ เสียง วิดีโอ) ปลอมให้ดูสมจริง จนเสมือนบุคคลได้พูดหรือแสดงสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง
วิกฤตสมัยก่อนอาจใช้เวลาหลายวันกว่าจะก่อตัว แต่ตอนนี้มันเกิดขึ้นและแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่คาดคิด
งานของนักสื่อสารองค์กรจึงต้องเปลี่ยนจาก “นักสื่อสาร” เป็น “นักสืบดิจิทัล” และ “ผู้พิทักษ์ความน่าเชื่อถือ”
เพราะข้อมูลที่บิดเบือนพวกนี้มักแพร่กระจายเร็วกว่าความจริงถึง 6 เท่า
เราจะอยู่รอดในสมรภูมิข้อมูลที่ AI เป็นตัวปั่นได้อย่างไร? มาดู 3 กลยุทธ์สำคัญที่ต้องมีติดมือกัน
กลยุทธ์ที่ 1: สร้างป้อมปราการ “เร็วกว่าข่าว”
คุณคิดว่าการ “รอให้เกิด” แล้วค่อย “ตอบโต้” ยังใช้ได้จริงอยู่ไหม? คำตอบคือ ไม่ได้แล้ว!
เพราะคุณไม่มีเวลาแม้แต่จะตั้งตัว สิ่งที่คุณต้องทำคือการสร้างเกราะป้องกันตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ
-
ติดตั้ง “เรดาร์” ตรวจจับล่วงหน้า:
คุณต้องมีเครื่องมือ Social Listening ที่ไม่ใช่แค่ฟังว่าคนพูดถึงแบรนด์คุณว่าอะไร
แต่ต้องเป็นเครื่องมือที่ช่วยตรวจจับความผิดปกติ เช่น การพุ่งขึ้นอย่างกะทันหันของเนื้อหาด้านลบ
หรือการปรากฏตัวของข้อความที่ดูเหมือนสื่อที่ถูกสร้างโดย AI
การมี “ระบบเตือนภัยล่วงหน้า” จะทำให้คุณสามารถตรวจสอบและเตรียมรับมือได้ก่อนที่มันจะกลายเป็นไวรัล -
ฝึก “หน่วยรบพิเศษ” ให้รู้จัก AI:
ทีม PR ของคุณควรได้รับการฝึกอบรมให้เข้าใจว่า Deepfake ทำงานอย่างไร
และมีทักษะในการใช้เครื่องมือตรวจจับ Deepfake พื้นฐาน เช่น AuthBridge หรือ Sensity AI
นอกจากนี้ คุณต้องมีการจัดทำแผนปฏิบัติการรับมือ Deepfake และเตรียมร่างแถลงการณ์เบื้องต้นไว้ล่วงหน้า
จะได้ไม่ต้องมานั่งเขียนใหม่ตอนไฟกำลังลุก! -
เตรียม “หลักฐานความจริงแท้” ล่วงหน้า:
พิจารณาใช้เทคโนโลยี เช่น การใส่ลายเซ็น การเข้ารหัส หรือใส่ลายน้ำบนสื่อสำคัญ
เช่น วิดีโอแถลงการณ์ หรือภาพผลิตภัณฑ์ เพื่อพิสูจน์ได้ทันทีว่าเนื้อหานี้เป็นต้นฉบับที่ไม่ถูกบิดเบือน

กลยุทธ์ที่ 2: สื่อสาร “อย่างผู้นำ” ให้ผู้คนเชื่อมั่น
ถ้ามี Deepfake หลุดออกมา คุณจะทำให้คนเชื่อ “คำพูด” ของคุณ มากกว่า “คลิปวิดีโอ” ปลอมได้อย่างไร?
ความเร็วและความโปร่งใส เป็นหัวใจสำคัญ แต่ที่สำคัญกว่าคือ “น้ำเสียง” ที่ใช้สื่อสาร
-
สื่อสารแบบ “รุกก่อน” และ “ปิดสุญญากาศ”:
อย่ารอให้สื่อมวลชนถาม คุณต้องออกโรงก่อน
ใช้ช่องทางที่เป็นทางการของคุณเองเพื่อปฏิเสธข่าวปลอมนั้นอย่างชัดเจน
และการปล่อยให้เกิด “สุญญากาศของข้อมูล” คือการเปิดโอกาสให้ข่าวปลอมเข้ามายึดพื้นที่ -
ยืนยันความจริงด้วย “ผู้เชี่ยวชาญ”:
แม้คนจะเชื่อมั่นสื่อกระแสหลักน้อยลง แต่ผู้คนยังคงเชื่อมั่นในผู้เชี่ยวชาญในองค์กร และ “นายจ้างของตน”
ดังนั้น ให้นักสื่อสารองค์กรวางแผนให้ CEO หรือผู้เชี่ยวชาญของบริษัทออกมาเป็น “กระบอกเสียงแห่งความจริงแท้”
การสื่อสารที่สม่ำเสมอในสถานการณ์ปกติจะช่วยสร้าง “ธนาคารชื่อเสียง”
ที่คุณสามารถเบิกถอนความเชื่อมั่นมาใช้ได้ในยามวิกฤต -
สร้าง “จุดยืนของแบรนด์” ให้เป็นกำแพงป้องกันชั้นดี:
หากแบรนด์ของคุณมีเรื่องราวและค่านิยมที่ชัดเจน เมื่อผู้คนจำและเชื่อในเรื่องราวของแบรนด์คุณได้
ข้อมูลปลอมที่ขัดแย้งกับภาพจำนั้นก็จะไม่ถูกเชื่อและแพร่กระจายต่อ

กลยุทธ์ที่ 3: ลงทุนใน “ความจริงแท้” ระยะยาว
ยุคที่ AI สร้างเนื้อหาได้เร็วและถูก คุณจะทำให้ “เนื้อหาของมนุษย์” ดูมีคุณค่าและน่าเชื่อถือกว่าได้อย่างไร?
นี่คือเกมระยะยาว! การต่อสู้กับ Deepfake ไม่ใช่แค่การตอบสนองต่อวิกฤต
แต่คือการสร้างความน่าเชื่อถือที่แข็งแกร่งกว่า AI
-
เน้น “การเขียนที่ดี” มากกว่า “การปั่นเร็ว”:
ในยุคที่เต็มไปด้วย “AI Slop” หรือเนื้อหา AI คุณภาพต่ำที่ถูกสร้างมาเยอะเกินจำเป็น
สิ่งที่นักสื่อสารองค์กรต้องทำคือการกลับไปเน้นความชัดเจน ความเห็นอกเห็นใจ และความเป็นมนุษย์ในการสื่อสาร
ความจริงแท้ (Authenticity) คือสิ่งที่ AI เลียนแบบได้ยากที่สุด -
อย่าสู้คนเดียว!
นักสื่อสารองค์กรควรสร้างความร่วมมือกับผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริง
และบริษัทเทคโนโลยีที่มีเครื่องมือตรวจสอบเนื้อหาปลอม
เพื่อให้แน่ใจว่าหากเกิดการบิดเบือนขึ้น จะมีหน่วยงานภายนอกที่น่าเชื่อถือเข้ามาช่วยยืนยันและแก้ไขข้อมูลให้คุณได้ทันที -
ความโปร่งใสต้องมาคู่กัน:
หากเกิดความผิดพลาดขึ้นจริง แม้เพียงเล็กน้อย คุณกล้าที่จะยอมรับมันอย่างรวดเร็วและโปร่งใสหรือไม่?
การสื่อสารที่เปิดเผยว่าเกิดอะไรขึ้น บริษัทกำลังแก้ไขอย่างไร และจะป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำได้อย่างไร
คือหัวใจสำคัญของการฟื้นฟูความเชื่อมั่น ในยุคดิจิทัล การซ่อนเร้นหรือบ่ายเบี่ยงจะทำให้ความน่าเชื่อถือพังทลายลงในทันที

สรุป: นักสื่อสารองค์กรยุคใหม่ คือการเป็นผู้พิทักษ์ความเชื่อมั่น
Deepfake และ Fake News ไม่ได้เป็นศัตรูของนักสื่อสารองค์กร แต่มันบังคับให้เราต้องเก่งขึ้น!
นักสื่อสารองค์กรต้องเรียนรู้ว่าเทคโนโลยี Deepfake ทำงานอย่างไร สามารถแก้ปัญหาได้รวดเร็ว
และลงทุนสร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์อย่างสม่ำเสมอ
เพราะเมื่อความจริงถูกบิดเบือนได้ง่ายขนาดนี้ “ความไว้ใจ” ที่คุณสร้างมา คือสิ่งเดียวที่ไม่มีใครขโมยได้
และเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าเกินกว่าจะประเมินเป็นตัวเงิน