เมื่อซีรีส์สะท้อนชีวิตจริง ทำความเข้าใจ “อาการเบื่อพ่อแม่” ของวัยรุ่น

Student blog — 26/02/2026

Knowledge
เมื่อซีรีส์สะท้อนชีวิตจริง ทำความเข้าใจ “อาการเบื่อพ่อแม่” ของวัยรุ่น
ซีรีส์สอนชีวิต

ซีรีส์ญี่ปุ่น rebooting (2023) ทาง Netflix

เล่าเรื่องของ “อาซามิ” หญิงสาวธรรมดาที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตในช่วงอายุประมาณ 30 ปี และได้รับข้อเสนอจากสวรรค์เบื้องบน ให้เลือกกลับไป “รีบูต” ชีวิตตัวเองใหม่ เพื่อสะสมแต้มบุญให้มากพอที่จะเกิดเป็นมนุษย์ในชาติต่อไป โดยต้องย้อนกลับไปใช้ชีวิตตั้งแต่ชั้นประถมจนถึงทำงานอีกครั้ง และผูกมิตรกับเพื่อนกลุ่มเดิม ในชีวิตใหม่นี้เรื่องราวเน้นการใช้ชีวิตวัยเด็ก-วัยรุ่นซ้ำ ๆ ผ่านมุมมองของตัวละครที่รู้ความจริงว่าต้องตาย ทำให้เกิดบทสนทนาและมุมมองชีวิตที่ลึกซึ้ง พร้อมกับความสัมพันธ์ขอครอบครัวและเพื่อนที่เปลี่ยนไปทุกครั้งที่ได้กลับมา “รีบูต”

ในซีรีส์ มีประเด็นเล็ก ๆ แต่เป็นประเด็นหนักมากสำหรับอีกหลายคนในสังคม ที่พยายามแสดงให้เห็นถึง การตีความในความสัมพันธ์ของคนสองกลุ่ม ซีรีส์อธิบายถึง เหตุผลความไม่เข้าใจของพ่อแม่และลูกที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นได้อย่างน่าสนใจ สมกับเป็นซีรีส์น้ำดีของชาวญี่ปุ่นที่มักเก็บรายละเอียดเล็กน้อย มาขยายความเชิงปรัชญาได้ลึกซึ้งสวยงามและเข้าใจง่าย โดย เรียกความไม่เข้าใจของพ่อแม่และลูกในช่วงเวลานั้นว่า “อาการเบื่อพ่อแม่”

ปรัชญานั้นกล่าวว่า “มีช่วงหนึ่งของชีวิต ที่ลูกไม่ได้เกลียดพ่อแม่ แค่เบื่อเสียงเดิม ข้อความเดิม บทพูดเดิม ๆ”

ในซีรีส์ถูกนำเสนอผ่านภาพลูกสาว ที่มองพฤติกรรมปรกติเดิม ๆ ของพ่อ ด้วยความรู้สึกเบื่อหน่ายทั้งที่เคยเป็นเรื่องตลกมากตอนที่ลูกวสาวคนนั้นยังมองด้วยสายตาของเด็ก

ชาวญี่ปุ่นเรียก อาการเบื่อนี้ว่า Hankōki แปลว่า ช่วงต่อต้าน หรือ “ช่วงที่ลูกอยากพิสูจน์ว่า ฉันไม่ใช่ร่างย่อส่วนของพ่อแม่”
ช่วงเวลาไม่อยากเป็นร่างย่อส่วนนี้ อยู่ในช่วงอายุ 10-16 ปี ที่ลูกเริ่มรู้สึกว่า…พ่อแม่พยายามกลืนและสิงร่างลูก! ด้วยคำสั่ง ด้วยการบังคับ ด้วยกฏที่เข้มงวด ลูกจึงเริ่มแยกตัวจากพ่อแม่ เป็นกระบวนการที่สะท้อนการเติบโต ไม่ใช่ความผิดปกติ เด็ก-วัยรุ่นในช่วงนี้ มักแสดงออกด้วยการต่อต้านเชิงสัญลักษณ์ เช่น การเงียบ การไม่สื่อสารด้วย เป็นการปฏิเสธอำนาจของครอบครัวอย่างสงบ

เมื่อพิจารณาผ่านบริบทของสังคมไทย แม้จะไม่มีคำเฉพาะแบบญี่ปุ่น แต่พฤติกรรมของวัยรุ่นกลับมีลักษณะคล้ายกัน ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ รูปแบบการแสดงออก วัยรุ่นไทยมักไม่ต่อต้านตรงไปตรงมา แต่เลือก “ยอมรับในเชิงรูปแบบ” เช่น พยักหน้า รับคำ ไม่โต้เถียง แต่ “ไม่ทำ” ในเชิงสังคมวิทยา Hankōki จึงไม่ใช่ปัญหาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นบททดสอบความสัมพันธ์ระหว่างรุ่น ความตึงเครียดเกิดขึ้นเมื่อความคาดหวังของพ่อแม่ยังยึดอยู่กับภาพ “ลูกที่ควรเป็น” (ตอนเด็ก) ขณะที่ลูกวัยรุ่นกำลังค้นหา “ตัวตนที่อยากเป็น” (ตอนโต)

หากสังคมและครอบครัวสามารถมองช่วงวัยต่อต้านนี้ เป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันมากกว่าการท้าทายอำนาจก็จะไม่ใช่ช่วงแห่งความขัดแย้ง หากแต่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างการเติบโตของลูกและการปล่อยวางด้วยความเข้าใจของพ่อแม่ ตรงกับหลักการที่ว่า “ต่อต้านคำสอนคำเตือนของพ่อแม่” ซึ่ง ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมผิดปกติ แต่เป็น พัฒนาการตามวัย (normative developmental process) ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างอัตลักษณ์และความเป็นอิสระของตนเอง

วัยรุ่นจะอยู่ในช่วงสร้างอัตลักษณ์ต้องการมีตัวตนโดยเริ่มจากที่บ้านก่อน หรือ อาจไม่มีตัวตนที่โรงเรียน จึงมักตั้งคำถาม โต้แย้งและไม่รับคำสั่งโดยตรง โดยเฉพาะเมื่อรู้สึกว่าความคิดของตนไม่ได้รับการยอมรับ หากพ่อแม่ตอบสนองด้วยการใช้อำนาจหรือการบังคับมากเกินไป จะยิ่งกระตุ้นแรงต้านทางอารมณ์ให้รุนแรงขึ้น การสื่อสารเชิงสนทนามีประสิทธิภาพมากกว่าการสั่งหรือตำหนิ เมื่อพ่อแม่เปลี่ยนจากการบอกว่า “ต้องทำ” มาเป็นการชวนคิดและตั้งคำถาม วัยรุ่นจะรู้สึกว่าตนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและพร้อมรับฟังมากขึ้น ในซีรีส์จะเห็นชัดว่า พ่อแม่พยายามทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงนั้น ด้วยการรับฟังและไม่กดดันการกระทำใด ๆ ปล่อยให้เกิดขึ้นเอง

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำและท่องไว้คือ “พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องชนะทุกครั้ง” ด้วยการยืดติดถึงสถานะความเป็นพ่อแม่ แค่อยู่ห่าง ๆ แบบเงียบ ๆ อย่าพยายามเอาตัวเองเข้าไปในช่วงเวลานั้น สิ่งที่เหมาะสมที่สุดคือ จังหวะการปล่อยและพร้อมจะเข้าใจ โดยไม่ใช้อารมณ์ที่หงุดหงิด ท่องไว้ว่าวันหนึ่งเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมลูกจะกลับมาเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ฟังเอง รวมถึงการกลับมาพร้อมอาการ “เบื่อพ่อแม่” ที่หายไปด้วย

บางทีประเด็นเล็ก ๆ ในซีรีส์หรือภาพยนตร์อาจมอบสิ่งดี ๆ หรือสอนอะไรบางอย่างกับเราโดยไม่รู้ตัว.

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์กาลัญ วรพิทยุต อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์

แชร์บทความนี้